รู้จัก “แรร์เอิร์ธ” แร่สำคัญในการผลิต iPhone ที่จีนขู่จะระงับการส่งออกให้สหรัฐฯ

หลังจากที่เป็นประเด็นร้อนไปทั่วโลกจากการที่ “กูเกิล” ออกแถลงการณ์ระงับความร่วมมือกับ “หัวเว่ย” ส่งผลให้สมาร์ทโฟนหัวเว่ยรุ่นต่อไป จะไม่สามารถเข้าถึงแอพพลิเคชันและการบริการของกูเกิลได้ โดยทางสหรัฐอ้างเหตุผลว่า “หัวเว่ย” เป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศ

 

แน่นอนทางการจีนเองก็ไม่รอช้าออกมาตอบบ้าง โดยประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ของจีน แสดงท่าทีว่าหากสหรัฐฯ ทำแบบนี้ ทางจีนก็จะไม่ขาย “แรร์เอิร์ธ” (ธาตุสำคัญในการผลิตชิฟต่างๆ ในมือถือ) ให้สหรัฐฯ บ้าง

 

ล่าสุดทางการสหรัฐจึงได้ปลดแบนหัวเว่ยชั่วคราว เป็นระยะเวลา 90 วัน (ถึงวันที่ 19 ส.ค. 62) เพื่อให้หัวเว่ย มีมาตรการรองรับลูกค้า ก่อนจะถูกสหรัฐประกาศแบนจริงๆ อีกครั้ง สำหรับวันนี้เราจะมารู้จักกับ “แรร์เอิร์ธ” แร่สำคัญนี้กันดีกว่าว่ามันคืออะไร? และใช้ทำอะไรได้บ้าง?

 

แร่ “แรร์เอิร์ธ” คืออะไร?

ตามที่ได้มีการกำหนดโดยสหภาพเคมีบริสุทธิ์และเคมีประยุกต์ระหว่างประเทศ (International Union of Pure and Applied Chemistry) หรือ ไอยูแพ็ก (IUPAC) ได้กำหนด ธาตุหายาก หรือ ธาตุแรร์เอิร์ท ได้ทั้งหมด 17 ธาตุ ซึ่งได้แก่ธาตุในหมู่แลนทาไนด์ รวมกับสแกนเดียม และอิตเทรียม สแกนเดียมและอิตเทรียมเป็นโลหะเบาที่หายากมาก

 

แร่ “แรร์เอิร์ธ” ใช้ทำอะไรบ้าง?

แร่ “แรร์เอิร์ธ” ถูกใช้เป็นส่วนประกอบด้าน อิเล็กทรอนิกส์ เช่น หน่วยความจำคอมพิวเตอร์ แผ่น DVD แบตเตอร์รี่ชาร์จไฟ แม่เหล็ก รวมถึง โทรศัพท์ และยังเป็นส่วนประกอบมือถือดังอย่างไอโฟนด้วย

 

ในปัจจุบันธาตุหายากอย่าง Yttrium และ Europium นั้นมีความสำคัญต่อฟังก์ชันการทำงานของ iPhone อย่างมาก เพราะเป็นทั้งส่วนประกอบในแบตเตอรี่ของโทรศัพท์ รวมถึงเป็นส่วนประกอบสำหรับหน้าจอมือถือด้วย (ปัจจุบัน Apple ปรับแผนการผลิตโดยลดการใช้ลง และหันไปใช้วัสดุรีไซเคิลแทน)

 

ประเทศอะไรผลิต “แรร์เอิร์ธ” มากที่สุดในโลก?

ตั้งแต่ปี 1994-2017 ประเทศที่ผลิตได้มากที่สุดคือประเทศจีนโดยประเทศที่ต้องการทรัพยากรเหล่านี้มากที่สุดคือประเทศสหรัฐ

 

อย่างไรก็ตามประเทศจีนอาจจะไม่ได้มี “แรร์เอิร์ธ” มากที่สุดในโลก แต่จีนสามารถผลิตได้ถูกกว่าทำให้คู่แข่งไม่สามารถแข่งขันได้จึงต้องยอมออกจากธุรกิจไป ปัจจุบันจีนครองตลาด “แรร์เอิร์ธ” กว่า 80%

 

หากจีนไม่ขาย “แรร์เอิร์ธ” ให้สหรัฐฯ จะเป็นยังไง?

สหรัฐเป็นประเทศผู้นำด้านเทคโนโลยีและมีความต้องการ “แรร์เอิร์ธ” สูงมาก หากจีนไม่ขายให้ก็ต้องไปหาซื้อจากประเทศอื่นซึ่ง “ต้นทุน” จะสูงกว่าที่ซื้อจากจีนมาก นั่นทำให้บริษัทด้านเทคโนโลยีทั้งหมดจะต้องแบกต้นทุนที่สูงขึ้น และหลายๆ บริษัทอาจจะต้องปิดตัวลงเพราะ “ขาดทุน” นั่นเอง