“อูเดย์ ฮุสเซ็น” บุตรแห่งซัดดัม ซาตานจอมเก๋าที่พ่อตามใจ

ในช่วงที่ประเทศอิรักนั้นตกอยู่ภายใต้การปกครองของผู้นำจอมโหดอย่าง “ซัดดัม ฮุสเซน” ซึ่งนอกจากประชาชนจะต้องทนกับการปกครองแบบเผด็จการของซัดดัมแล้ว พวกเขายังต้องทนกับพฤติกรรมจากลูกชายของซัดดัมด้วยอีกคน

ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อผู้เป็นพ่อนั้นมีอำนาจที่ใหญ่ที่สุดในประเทศแล้วจึงไม่แปลกที่จะไม่มีใครกล้าทำอะไรกับลูกชาย จนเป็นเหตุให้เขายิ่งทำรุนแรงและเลวร้ายขึ้นเรื่อยๆ และนี่คือเรื่องราวทั้งหมด

 

ชายคนนี้ชื่อ อูเดย์ ฮุสเซน

เป็นลูกชายคนโตจากภรรยาคนแรกของซัดดัมที่ถูกวางตัวให้เป็นผู้สืบทอดอำนาจคนต่อไปของผู้เป็นพ่อหลังจากที่เขาลงอำนาจ ถ้าจะมองถึงประวัติการศึกษาเพียงอย่างเดียวก็เรียกได้อูเดย์ถือเป็นคนที่หัวดีคนหนึ่ง เพราะเขาจบการศึกษาในระดับมัธยมปลายด้วยคะแนนที่สูงที่สุดในระดับชั้น

 

ต่อมาก็ได้เข้าเรียนต่อที่คณะแพทย์ของมหาวิทยาลัยแบกแดด แต่ทว่ากลับเรียนได้แค่ 3 วันเท่านั้นก็ย้ายคณะไปเรียนวิศวกรรม ซึ่งอูเดย์ก็จบการศึกษามาด้วยคะแนนที่สูงที่สุดในชั้นจนได้เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง

 

แต่ภายหลังก็มีอาจารย์ที่สอนอูเดย์ออกมาเปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่าคะแนนดีๆ ที่เขาได้นั้นเป็นเพราะว่า “เขาคือลูกชายของซัดดัม” เพราะถ้าไม่ใช่ก็คงโดนรีไทร์ไปตั้งแต่เทอมแรกแล้วล่ะ

 

หลังจากจบการศึกษา

อูเดย์ก็ไม่ได้ทำงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ใช้ชีวิตสนุกสนานบนกองเงินกองทองอันมหาศาลของพ่อตัวเองไปวันๆ และที่สำคัญคือการใช้ชีวิตประจำของอูเดย์นั้นแลกมากับความเดือดร้อนของประชาชนตาดำๆ เริ่มตั้งแต่รสนิยมในการ “หาผู้หญิง” ของอูเดย์

 

วีรกรรมเลวๆ เกี่ยวกับการหาผู้หญิง

มันจะไม่แปลกเท่าไหร่ถ้าอูเดย์จะใช้วิธีการเปย์ให้กับสาวๆ เพื่อหว่านล้อมให้นอนด้วยแบบเพลย์บอยทั่วๆ ไป แต่สำหรับอูเดย์นั้นเรียกได้ว่า “กินโดยที่ไม่ต้องเสียสักแดง”

 

อูเดย์จะใช้วิธีขับรถสปอร์ตคู่ใจออกไปตระเวนตามท้องถนน หากถูกใจสาวๆ ผู้โชคร้ายคนไหนก็จะให้ลูกน้องไปจัดการฉุดขึ้นรถมาแล้วพาไปข่มขืนโดยที่ไม่สนว่าจะเป็นลูกเต้าหรือภรรยาของใคร และที่สำคัญคือถ้าหญิงรายใดขัดขืน โทษที่เธอจะได้รับนั่นก็คือความตาย

 

วีรกรรมในเรื่องผู้หญิงของอูเดย์ที่โด่งดังที่สุด

นั่นก็คือเรื่องการฉุดเจ้าสาวในวันแต่งงาน ทั้งที่ตัวเขาคือแขกที่ถูกเชิญมาร่วมงาน ขณะที่กำลังกินดื่มฉลองงานแต่งนั้น อูเดย์ก็สั่งให้ลูกน้องไปจับตัวเจ้าสาวมาให้และจัดการซะตรงนั้น

 

เมื่อเสร็จเรียบร้อยก็ออกมานั่งดื่มต่อโดยที่ไม่รู้สึกผิดอะไร แน่นอนว่าเจ้าภาพงานนั้นเลือกที่จะเงียบเพราะถ้าหากโวยวายอะไรออกไป จากงานแต่งก็จะกลายเป็นงานศพในทันที

 

แต่แค่นี้ยังไม่ใช่ที่สุดของอูเดย์

ด้วยอำนาจ (ของพ่อ) ที่มากล้นก็ทำให้อูเดย์มองว่าทุกคนในอิรักนั้นคือทรัพย์สินส่วนตัวของเขาที่มีสิทธิ์ที่จะทำอะไรกับใครก็ได้ อูเดย์เคยทุบตีนายทหารคนหนึ่งจนถึงแก่ความตายเหตุเพียงเพราะว่านายทหารผู้โชคร้ายคนนั้น ไม่ยอมให้เขาเต้นรำกับภรรยาของตนเอง

 

อีกทั้งอูเดย์ยังทำร้ายคนที่เขาไม่พอใจในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เช่น ยิงเข้าที่ศีรษะของทหารเพียงเพราะว่าทหารลืมทำความเคารพ

(ภาพจากภาพยนต์)

 

หรือแม้กระทั่งหงุดหงิดจากเรื่องอื่นก็นำมาลงกับคนที่อยู่ใกล้ตัวเป็นประจำ ซึ่งการ “ลง” ของเขาแต่ละครั้งนั้นรับประกันเลยว่าถ้าไม่หยอดน้ำข้าวต้มก็ถึงตาย

 

ฆ่าคนกลางงานเลี้ยงต้อนรับภริยาของประธานาธิบดีประเทศอียิปต์

พฤติกรรมวิปริตของอูเดย์นั้นเริ่มทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกวันๆ โดยเหตุการณ์นี้อูเดย์เกิดความโมโหเมื่อเห็นหน้านาย Kamel Hana Gegeo บอดี้การ์ดส่วนตัวซึ่งถือว่าเป็นคนสนิทของซัดดัม ที่แนะนำ Samira Shahbandar ให้กับซัดดัมจนกลายมาเป็นภรรยาคนที่สอง

 

อูเดย์นั้นถือว่านาย Kamel นั้นทำร้ายจิตใจแม่ของตนด้วยการแนะนำหญิงอื่นให้กับพ่อ จึงบันดาลโทสะจนหยิบมีดหั่นสเต็กขึ้นมาเสียบนาย Kamel ท่ามกลางสายตาของผู้ร่วมงาน ถึงนาย Kamel รอดตายมาได้แต่ต้องถูกลูกน้องของอูเดย์ตามมายิงซ้ำในภายหลัง

(ภาพจากภาพยนต์)

 

เรื่องนี้ทำให้ซัดดัมหัวเสียเป็นอย่างมาก

พฤติกรรมของลูกชายที่เหมือนกับไม่ไว้หน้าตนเองและฆ่าคนสนิท จึงได้สั่งขังและมีคำสั่งให้ประหารชีวิตลูกชายของตนเอง

แต่ทว่าเมื่อสติกลับคืนมาก็ได้แก้คำสั่งให้ไล่อูเดย์ให้ออกจากอิรักเพื่อไปสงบสติอารมณ์ที่สวิตเซอร์แลนด์ในฐานะผู้ช่วยทูต ซึ่งเรื่องนี้ทำให้ “ชื่อเสีย” ของอูเดย์โด่งดังในระดับนานาชาติขึ้นไปอีก

 

การสงบสติอารมณ์ที่สวิตเซอร์แลนด์

ในฐานะผู้ช่วยทูตอิรักนั้นเป็นเพียงแค่คำสั่งที่ตั้งมาให้ดูโก้ๆ เพียงเท่านั้น อูเดย์ก็ยังทำตัวเป็นเพลย์บอยผลาญเงินไปวันๆ แต่ลดพฤติกรรมโหดร้ายลงเพราะที่นี่เขาไม่ได้มีอำนาจชี้เป็นชี้ตายใครได้

อูเดย์ใช้เวลาอยู่ในสวิตเซอร์แลนด์เป็นเวลา 5 ปีก่อนจะกลับมาเพราะไปสร้างเรื่องเดือดร้อนให้กับสถานทูตเช่นเคยด้วยการทรมานหญิงโสเภณีจนกลายเป็นเรื่องใหญ่ ซึ่งหลังจากถูกส่งตัวกลับมายังอิรัก อูเดย์ก็ถูกสั่งขังในบ้านไม่กี่เดือนก็ถูกปล่อยออกมาให้ใช้ชีวิตปกติ

 

มอบหมายงานสำคัญของชายให้ลูกชาย

ซัดดัมคงจะเห็นอะไรในตัวของลูกชายหรือว่าอยากจะให้ทำงานทำการเพื่อที่ว่าจะได้ลดความฟุ้งซ่านจนเลิกไปก่อเรื่องเหมือนเดิม จึงมอบหมายให้อูเดย์ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งอิรัก โดยมีหน้าที่ในการดูแลเรื่องการส่งนักกีฬาไปแข่งขันในระดับนานาชาติ

 

ซึ่งก็ปรากฎว่าอูเดย์ทำหน้าที่ได้ดีและดีเกินไปด้วยซ้ำ (ประชด) เพราะเมื่อนักกีฬารายใดที่แข่งกลับมาแล้วทำผลงานไม่ดี ไม่มีเหรียญกลับมา พวกเขาจะถูกทรมานด้วยวิธีโหดร้าย เช่น ถูกซ้อม ถูกเฆี่ยน และทำร้ายจิตใจด้วยการนำลิงและสุนัขมาฉี่รดหน้า

 

และกรณีที่โด่งดังที่สุดเห็นจะเป็นการทรมานเหล่านักฟุตบอลทีมชาติที่ไม่สามารถเข้าไปเตะในศึกฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายได้ นักฟุตบอลที่กลับมานั้นต้องถูกอูเดย์ทรมานด้วยการเริ่มต้นที่จับทุกคนในทีมโกนหัวและให้ฝึกซ้อมโดยใช้ลูกฟุตบอลที่ทำมาจากคอนกรีตเตะให้เขาดู

 

จากนั้นก็ถูกนำไปนอนคว่ำลงบนพื้นกรวดและจับลากไปตามพื้นจนทำให้เกิดแผลตามตัวและสุดท้ายก็นำนักฟุตบอลที่บาดเจ็บไปแช่ในบ่อบำบัดน้ำเสีย แน่นอนว่าแผลสดๆ มาเจอกับน้ำเน่าๆ ในบ่อบำบัดนั้นจะต้องกลายเป็นแผลติดเชื้อในเวลาต่อมา

 

รสนิยมวิปริตเกี่ยวกับการถ่ายคลิป

นอกจากนี้อูเดย์ยังมีรสนิยมวิปริตอีกหนึ่งอย่างนั่นก็คือการถ่ายวิดีโอในขณะที่กำลังทรมานหรือข่มขืนเหยื่อด้วยความรุนแรงไว้ทุกครั้ง โดยภาพในวิดีโอนั้นอูเดย์จะเรียกแทนตัวว่า “ไอ้หมาป่า” ซึ่งวิดีโอที่พบนั้นก็มีร่วมพันม้วนเลยทีเดียว

 

เขาถูกลอบสังหาร

พฤติกรรมของอูเดย์นั้นรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนเริ่มมีคนที่เริ่มทนไม่ไหวจึงเกิดเหตุการณ์ลอบสังหารเขาอยู่บ่อยครั้ง เพื่อเป็นการป้องกันตัวนอกจากการเพิ่มจำนวนบอดี้การ์ดแล้วอูเดย์ยังให้ลูกน้องหา “ตัวปลอม” มาให้เขาเพื่อเป็นตัวตายตัวแทนในเวลาที่ต้องไปปรากฏตัวตามงานต่างๆ เพื่อความปลอดภัย

 

แต่ก็เกิดเหตุจนทำให้อูเดย์หมดพิษสงจนได้ในเดือนธันวาคม 1996 อูเดย์ถูกลอบสังหารด้วยการกราดยิงรถของเขาจนทำให้กระสุนฝังเข้าในร่างถึง 8 นัด มี 2 นัดพุ่งเข้าใกล้บริเวณกระดูกสันหลังทำให้อูเดย์ไม่สามารถที่จะเดินได้อย่างปกติอีกต่อไป

 

ชะตาชีวิตของอูเดย์จึงพลิกผัน

ตำแหน่งผู้สืบทอดต้องเปลี่ยนมือไปให้น้องชายแต่ก็ยังถือว่ามีอำนาจอยู่ หลังจากเหตุการณ์การลอบสังหารครั้งนี้ทำให้อูเดย์หายซ่าส์ไม่กล้าออกไปอาละวาดตามท้องถนนอีกต่อไป

และพบว่ามีความพยายามในการส่งคนไปลอบสังหารน้องชายตนเองเพื่อให้ตำแหน่งผู้สืบทอดกลับมาตกอยู่ในมืออีกครั้งแต่ว่าก็ทำไม่สำเร็จ

 

22 กรกฎาคม 2003

ชะตาชีวิตของอูเดย์นั้นถึงคราวสิ้นสุดในวันที่ 22 กรกฎาคม 2003 หลังจากการบุกเข้าโจมตีของทหารสหรัฐอเมริกา ซึ่งอูเดย์พร้อมกับน้องชายที่เป็นผู้สืบทอดตำแหน่งถูกกระหน่ำยิงจนเสียชีวิตในที่สุดหลังจากผู้เป็นพ่อถูกประหารชีวิตไปในเดือนเมษายนปีเดียวกัน ซึ่งเป็นการปิดฉากตระกูลฮุสเซ็นไปในที่สุด

 

เรื่องราวของอูเดย์นั้นถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ในปี 2011 มีชื่อเรื่องว่า “The Devil’s Double” เป็นเรื่องราวที่ถูกถ่ายทอดออกมาในมุมมองของร้อยโทลาทิฟ ชายผู้ถูกมอบหมายหน้าที่ให้เป็นตัวปลอมของอูเดย์ ใครสนใจลองไปหาชมกันดูแล้วจะรู้ว่าความโหดร้ายของชายผู้อาศัยอำนาจพ่อทำโหดร้ายกับผู้คนมันน่ากลัวแค่ไหน

 

เครดิตข้อมูล SpokeDark.TV