ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็เหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย และมีอยู่เหตุการณ์หนึ่งที่น่าทึ่งมาก และถือว่าเป็นการตัดสินใจระดับสุดยอดของกัปตันเรือ HNLMS Abraham Crijnssen (กองทัพเนเธอร์แลนด์) เหตุการณ์นี้จะพิเศษขนาดไหนไปอ่านกัน

 

 

เหตุการณ์เริ่มต้นจาก….

ในปี 1942 การรุกรานของกองทัพญี่ปุ่นบริเวณหมู่เกาะชวา ซึ่งเป็นดินแดนอาณานิคมของประเทศเนเธอร์แลนด์ ด้วยความแข็งแกร่งของกองทัพญี่ปุ่นในขณะนั้น ทำให้ฝ่ายกองทัพญี่ปุ่นนั้นสามารถที่จะเขายึดครองดินแดนได้ทั้งหมด

 

 

ส่วนกองทัพเนเธอร์แลนด์ รวมไปถึงกองทัพฝ่ายสัมพันธมิตรที่ร่วมกันต้านกองทัพญี่ปุ่นต้องล่าถอยกันอย่างจ้าละหวั่นเพื่อหลีกเลี่ยงการสูญเสียไปมากกว่านี้

 

 

แต่มันไม่ง่ายขนาดนั้น!!

กองทัพญี่ปุ่นเองถึงแม้จะยึดพื้นที่ไว้ได้แล้ว ก็ยังคงเปิดศึกไล่ล่าและจมเรือทุกลำที่ตรวจพบ ทางกองทัพสัมพันธมิตรจึงมีคำสั่งไปยังเรือทุกลำให้รีบหลบหนีไปยังประเทศออสเตรเลียเพื่อรวมพลกันอีกครั้ง

 

การหลบหนี

การหลบหนีจากกองเรือญี่ปุ่นนั้นเป็นไปอย่างยากลำบาก เรือทุกลำของฝ่ายสัมพันธมิตรอย่าง อเมริกา อังกฤษ และออสเตรเลีย ถูกโจมตีจนอับปางไปจนหมด

 

เรือลำสุดท้ายที่เหลืออยู่คือ “เรือ HNLMS Abraham Crijnssen” ของเนเธอร์แลนด็ แต่ก็ยังคงติดอยู่ในเขตอันตราย และพวกเขาต้องหาวิธีในการหนีรอดไปให้ได้

 

เรือ HNLMS Abraham Crijnssen เป็นเรือที่ถูกออกแบบมาให้ใช้ในภารกิจกวาดทุ่นระเบิดใต้น้ำ ซึ่งอาวุธที่มีอยู่บนเรือนั้นเรียกได้ว่าไม่สามารถที่จะไปต่อกรกับเรือของญี่ปุ่นได้เลย

 

แผนการหลบหนีที่บีบหัวใจที่สุด

การที่จะรอดออกไปนั้นถือว่าเป็นภารกิจที่ต้องวัดใจว่าจะรอดหรือตายเลยทีเดียว กัปตันเรือจึงคิดแผน “การพรางตัว” ขึ้นมา เพื่อให้รอดพ้นทั้งเครื่องบิน และเรือรบของฝ่ายญี่ปุ่น ด้วยการใช้สภาพแวดล้อมของหมู่เกาะให้เป็นประโยชน์โดยการเปลี่ยนเรือให้เป็น “เกาะ”

 

ลูกเรือต้องรีบเปลี่ยน “เรือ” เป็น “เกาะ” อย่างเร่งด่วน!!

ยุทธการเปลี่ยนเรือให้เป็นเกาะลอยน้ำเริ่มต้นขึ้นโดยการให้ลูกเรือทั้งหมดขึ้นไปบนเกาะเพื่อตัดกิ่งไม้ ต้นไม้มาคลุมเรือเอาไว้ ซึ่งการพรางตัวเช่นนี้เมื่อมองจากระยะไกลก็จะเห็นเป็นเพียงเกาะลอยน้ำเกาะหนึ่งเท่านั้น

 

โชคดีอยู่หนึ่งอย่างตรงที่ตัวเรือนั้นเป็นสีเทาทั้งลำเมื่อผสมกับสีเขียวของต้นไม้ก็จะกลายเป็นเหมือนเกาะเล็กๆ ลอยน้ำเพียงเกาะหนึ่ง

 

เริ่มการหลบหนี

ส่วนการเคลื่อนย้ายนั้นกัปตันจะใช้วิธีเคลื่อนย้ายเรือในตอนกลางคืนเลียบหมู่เกาะไปเรื่อยๆ พอถึงกลางวันก็จะทอดสมอลอยนิ่งๆ บนผิวน้ำเพื่อหลบหน่วยลาดตระเวนของทางญี่ปุ่น

 

ถ้าจอดเรืออยู่นิ่งๆ ก็เหมือน “เกาะ” จนดูไม่ออกแน่นอน

 

กลมกลืนกับเกาะด้านหลังมาก

 

การเดินทางเพื่อหนีการโจมตีโดยการพรางตัวครั้งนี้ใช้เวลา 8 วัน กว่าจะหลบการตรวจจับของญี่ปุ่นได้ ซึ่งการกระทำในครั้งนี้ถือว่าเป็นการตัดสินใจที่บ้าบิ่นเป็นอย่างมาก เพราะถ้าถูกฝ่ายญี่ปุ่นจับได้เมื่อไหร่ก็หมายถึงชีวิตของทุกคนที่อยู่บนเรือเลยทีเดียว

 

 

หลังจากที่ HNLMS Abraham Crijnssen ถึงออสเตรเลียแล้ว

พวกเขาก็เข้าร่วมกับกองเรือฝ่ายสัมพันธมิตรเพื่อทำการรบต่อในทันที โดยหลังจากที่สงครามสงบแล้วก็ยังถูกใช้งานต่อจนถึงปี 1961 ก่อนจะถูกปลดประจำการ และส่งเข้าพิพิธภัณฑ์กองทัพเรือของเนเธอร์แลนด์ ในฐานะเรือลำเดียวที่รอดพ้นจากการโจมตีของญี่ปุ่นด้วยยุทธวิธีที่บ้าระห่ำจนกลายเป็นตำนานมาจนถึงทุกวันนี้

 

เครดิตข้อมูล SpokeDark.TV