นักวิ่งคนนี้จงใจยอมแพ้เพราะคิดว่าตนเองไม่สมควรชนะ และนี่คือเรื่องราวที่เต็มไปด้วย “สปิริต”

โลกของเรานั้นเต็มไปด้วยการแข่งขันซึ่งก็ต้องมี ผู้แพ้ ผู้ชนะ เป็นสิ่งคู่กัน และเชื่อว่าหากลองได้แข่งขันอะไรเข้าสักอย่างแล้วล่ะก็ ทุกๆ คนก็คงอยากเป็น “ผู้ชนะ” ด้วยกันทั้งนั้น

แต่สำหรับบางคนหากต้องชนะแบบไม่สมศักดิ์ศรีแล้วล่ะก็ ตนขอเลือก “การแพ้แบบมีศักดิ์ศรี” ยังดีซะกว่า ดังเช่นเรื่องราวที่เราจะนำเสนอในวันนี้ นักวิ่งคนนี้จงใจยอมแพ้เพราะคิดว่าตนเองไม่สมควรชนะ และนี่คือเรื่องราวที่เต็มไปด้วย “สปิริต”

ย้อนไปเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2012

มีการแข่งขันวิ่งข้ามประเทศใน Burlada ซึ่งหนึ่งในผู้เข้าแข่งขันคือ Iván Fernández Anaya (คนผิวขาว) ที่กำลังวิ่งเข้าสู่เส้นชัยเป็นที่สองโดยตามหลัง Abel Mutai (คนผิวดำ) จากเคนยา

ซึ่งในขณะที่การแข่งขันกำลังจะจบลงที่เส้นชัย Abel Mutai (คนผิวดำ) ซึ่งวิ่งนำมาอย่างทิ้งห่างก็ลดความเร็วลงใน 10 เมตรสุดท้ายด้วยความเข้าใจผิดว่าเขาได้เข้าเส้นชัยไปแล้ว

Fernández (คนผิวขาว) ซึึ่งวิ่งตามมาเป็นที่สองจึงสามารถตามผู้นำได้อย่างรวดเร็วแถมพร้อมจะแซงขึ้นไปเป็นที่หนึ่งในช่วงไม่กี่ก้าวก่อนถึงเส้นชัยได้อย่างสบาย

แต่เขาเลือกจะอยู่เป็นที่สอง

พร้อมทั้งพยายามอธิบายให้ Abel Mutai (คนผิวดำ) วิ่งต่อไปเพื่อเข้าเส้นชัยเป็นที่หนึ่ง

Iván Fernández ในวัย 24 ได้ให้สัมภาษณ์ภายหลังเกี่ยวกับการตัดสินใจของเขาดังนี้

“ผมไม่ควรที่จะชนะ ผมได้ทำในสิ่งที่ผมควรจะทำ เขา (Abel) คือผู้ชนะที่ถูกต้องแล้ว เขานำผมชนิดที่ผมไม่มีทางตามเขาทันถ้าเขาไม่เข้าใจผิด

เมื่อผมเห็นว่าเขากำลังจะหยุด ก็ผมก็รู้เลยว่าผมต้องไม่แซงเขาขึ้นไป ต่อให้พวกเขาบอกผมว่าการชนะรายการนี้จะทำให้ผมได้ติดทีมชาติสเปนก็ตามที ผมก็ยังทำเหมือนเดิม

ผมยังคิดเลยว่าผมได้ชื่อเสียงมากกว่าที่ผมชนะเสียอีก ซึ่งนั่นสำคัญมากในทุกวันนี้ที่ทุกวงการ ไม่ว่าจะฟุตบอล การเมือง สังคม ฯลฯ เราพบว่าความซื่อสัตย์มันตกต่ำลงทุกที บางทีชัยชนะในการแข่งขันก็ไม่ใช่ทุกๆ อย่างเสมอไป”

เรื่องราวของ Fernández อาจจะทำให้เราได้คิดได้ว่าโลกทุกวันนี้เต็มไปด้วยการแข่งขันที่ผู้คนมากมายพร้อมจะทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้ชัยชนะ และหลายๆ ครั้งเราจะเห็นได้ว่าผู้คนยอมลดค่าความเป็นคนลงเพื่อให้ได้เป็นผู้ชนะเท่านั้น

อะไรกันแน่คือสิ่งสำคัญที่เราควรจะต้องมี รางวัลและเกียรติยศที่เอาไว้ประดับบนตู้โชว์ หรือว่าการได้นับถือตัวเอง ส่งต่อคุณค่านี้ให้คนรุ่นต่อไปเพื่อสังคมจะได้น่าอยู่มากกว่านี้

เครดิต elpais.com