9 เรื่องราวของแวมไพร์ในอดีต ที่เป็นต้นแบบของหนังแนวผีดูดเลือด

เรื่องราวของ ‘แวมไพร์’ อยู่คู่มนุษยชาติมาช้านาน และในยุคหลังมานี้หนังแนว ‘แวมไพร์’ อาทิ Twilight ก็ดูจะฮิต พร้อมกับทำให้สาวทั่วโลกกรี๊ดกันใหญ่ ก็พระเอกเค้าหล่อซะขนาดนั้น

 

แต่ย้อนกลับไปในอดีตกาล ‘ตำนานแวมไพร์’ ไม่ใช่เรื่องที่สาวคนไหนอยากกรี๊ดด้วย ซ้ำร้ายมันยังเป็นเรื่องที่น่าสะพรึงกลัวมาก แน่นอนว่าคนในยุคเราก็คงมองมันเป็นแค่ ‘ตำนานสนุกๆ’ แต่อย่าลืมว่าคนในยุคก่อนโน้นมีกรอบความรู้ไม่กว้างขวางเท่าปัจจุบัน

 

พวกเค้าไม่ได้มีความเข้าใจเชิงการแพทย์สูงส่ง หรือมีวิทยาศาสตร์ที่ก้าวไกล และด้วยความรู้อันจำกัดก็ผลักดันให้พวกเขามีมุมมองต่อ ‘เรื่องผีดูดเลือด’ ในแบบเหนือธรรมชาติและเชื่อว่ามันมีอยู่จริง วันนี้เราขอนำเสนอแวมไพร์ในตำนานมีใครบ้างไปดูกัน

 

#1

ตำนานแวมไพร์แห่งอียิปต์ (Ka)

ความเชื่อในอียิปต์เชื่อว่า Sekhmet ชอบดื่มเลือดมาก และจากหนังสือ Egyptian Book of the Dead บางตอนกล่าวไว้ว่า วิญญาณ Ka ถ้าไม่ได้รับของถวายอย่างเหมาะสมแล้วละก็มันจะออกจากหลุมเพื่อไปตามหาเลือด สดดื่มเอง

 

#2

แวมไพร์หญิงสยองแห่งฮังการี

Elizabeth Bathory ภรรยาขุนนางท่านหนึ่งในฮังการี ถูกกล่าวหาว่าเป็นแวมไพร์ เพราะเธอชอบกัดเนื้อของเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายและอาบน้ำเลือดของพวกเขาเพื่อเพิ่มความงามของตัวเอง

 

#3

แวมไพร์จอมกระโดดแห่งจีน

ในจีนผีดูเลือด ใช้ชื่อเรียกว่า Ch’iang Shih จะมีกรงเล็บยาวตาสีแดง หรือที่เราคุ้นเคยกันในหนังจะเห็นว่ามันเป็นผีที่ชอบกระโดด

 

#4

ตำนานแดรกคูลาผู้ถูกกล่าวขานว่าเป็นบุตรแห่งมังกร

วลาดแห่งวาลาเคีย หรือที่เรารู้จักว่าวลาดจอมเสียบ ว่ากันว่าพระองค์ทรงโหดร้ายป่าเถื่อนผิดมนุษย์ เวลาฆ่าศัตรูเสร็จ บางครั้งพระองค์จะเสวยขนมปังที่จุ่มด้วยเลือดศัตรู โดยวลาดจอมเสียบเป็นหนึ่งในตำนานแวมไพร์ที๋โด่งดังที่สุดก็ว่าได้ และเป็นแรงบันดาลใจที่เชื่อมโยงมายัง ‘แดรกคูลา’

 

#5

ตำนาน Ekimmu

จากตำนานของชาวสุเมเรียนและชาวบาบิโลเนีย ก่อนคริสตศักราช 4000 กล่าวว่า Ekimmu คือผีที่ถ้าหากฝังแบบไม่ถูกต้อง มันจะฟื้นขึ้นมาดูดเลือดสิ่งมีชีวิต

 

#6

ตำนานการคืนชีพ

ความเชื่อของชาว ยุโรปตะวันตกเฉียงเหนือ จะต้องวางหินที่เรียกว่า dolmens ไว้บนหลุมศพ เพื่อป้องกันไม่ให้คนที่ตายฟื้นคืนชีพ

 

#7

โรคระบาดแวมไพร์ ช่วงเวลาสยองที่พรากชีวิตผู้บริสุทธิ์ไปหลายคน

ในช่วงศตวรรษที่ 16 เชื่อว่าแวมไพร์ออกจากร่างเหยื่อที่มีโรคระบาด และคนที่แพร่เชื้อนี้ก็ถูกกล่าวหาว่าต้องเป็นแวมไพร์ ดังนั้น วลามีใครต้องสงสัยว่าเป็นแวมไพร์ พวกเขาก็จะถูกฝังแล้วเอาหินยัดลงไปในปาก

 

#8

เหล่าแวมไพร์ที่สิงอยู่ในโลง

สมัยก่อนชอบมีโจรขโมยโลง เมื่อโจรเหล่านั้นเปิดฝาโลงออก เจอศพกระดุกกระดิกได้อาจจะเป็นเพราะปฏิกิริยาบางอย่าง โจรพวกนี้เห็นแล้วก็กลัวเลยเกิดเรื่องราวแพร่กระจายไปว่า แวมไพร์ชอบอาศัยในโลง (บางทีนี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้คนทำหนัง เริ่มสร้างภาพลักษณ์ว่าแวมไพร์ต้องนอนอยู่ในโลง)

 

#9

มองเรื่องราวแวมไพร์ในเชิงการแพทย์

ทางการแพทย์ได้สันนิษฐานว่า มันน่าจะมีโรคที่คล้ายกับ อาการผีดูดเลือด ยกตัวอย่างเช่น haematodipsia เป็นโรคกระหายเลือด hemeralopia เป็นอาการไม่สามารถมองเห็นตอนกลางวัน และ Porphyria อาการไวต่อแสงและฟันเปลี่ยนสี

 

นอกจากนี้ยังมีเรื่องที่น่าสนใจคือกรณีศึกษาของศาสตร์จารย์เดวิด ดอลฟิน ในปี ปี ค.ศ.1982 ได้ชี้ว่าตำนานแดร็กคิวลาแท้จริงแล้วเป็นภาวะป่วยโรคเลือดโดยกำเนิด เนื่องจากเกิดความบกพร่องในเซลเม็ดเลือดและขาดธาตุเหล็ก อีกทั้งผู้ที่เป็นโรคนี้จะมีร่างกายอ่อนแอ แพ้แสงแดดอย่างรุนแรงถึงขั้นปวดแสบปวดร้อนและมีการเปลี่ยนแปลงทางผิวหนัง เพื่อเลี่ยงอาการเหล่านี้คนเหล่านั้นจึงมักปรากฏกายในยามค่ำคืน

 

ที่ล้ำลึกกว่านั้นคือโรคนี้ยังส่งผลให้เหงือกของผู้ป่วยหดรัดตัวเข้าไปและมีฟันยืนออกมา ด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้ผู้ป่วยเป็นโรคนี้จึงมีรูปร่างลักษณะและอุปนิสัยคล้ายผีดูดเลือด ซ้ำร้ายพวกเค้ายังกลัวกระเทียมเป็นที่สุด เนื่องจากมันมีฤทธิ์เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการทำลายเม็ดเลือด กล่าวคือนี่ล่ะคือ ‘โรคแดร็กคิวล่า’ และผู้ป่วยโรคนี้ไม่ถูกกับกระเทียมอย่างแรง!!