ย้อนรอยวิกฤตการเงินของ “ซิมบับเว” ที่เกิดจากการบริหารงานผิดพลาดของรัฐบาล

สมัยเด็กๆ เรามักสงสัยว่าทำไมต้องมีคนจน ทำไมรัฐบาลไม่พิมพ์แบงก์แจกคนยากจนทุกคนไปเลย ทุกคนจะได้รวยกันหมด หรือปัจจุบันมักมีคำถามว่าทำไมอเมริกาพิมพ์แบงก์เองได้ (การทำโครงการ QE) ทำไมประเทศอื่นๆ ทำบ้างไม่ได้ สำหรับคำตอบของคำถามเหล่านี้อยู่ในอภิมหาตำนานวิกฤตเงินเฟ้อของประเทศ “ซิมบับเว” ที่ถือเป็นคำตอบได้อย่างดี

 

ก่อนจะเข้าสู่เนื้อหาขออธิบาย “ภาวะเงินเฟ้อ” กันให้รู้จักซักหน่อยสำหรับคนที่ยังไม่เข้าใจ ซึ่งอธิบายง่ายๆ พอได้ใจความก็คือ “ภาวะที่ราคาสินค้าถูกปรับขึ้นเรื่อยๆ เพราะประชาชนหาเงินได้ง่าย” ทำให้สินค้ามีราคาสูงเกินไปเรื่อยๆ นั่นเอง (ถ้าเอาทั้งหมดคงอาจต้องอธิบายเป็นวัน ลองไปหาอ่านเพิ่มเติมเอานะครับ)

นี่คือภาพตัวอย่างเพื่อให้เข้าใจภาวะเงินเฟ้อมากขึ้น ปี 1998 เงิน 20US สามารถซื้อของได้เต็มรถเข็นเลยทีเดียว แล้วมาดูรถเข็นของปี 2013 เงิน 20US ซื้ออะไรได้น้อยลงกว่าเดิมมาก

 

มาเริ่มกันเลย

ย้อนกลับไปเมื่อหลายปีก่อน ประเทศซิมบับเวก็ไม่ได้ต่างจากประเทศอื่นๆ หากแต่การบริหารงานที่ผิดพลาดและขาดความเข้าใจด้านการเงินของผู้นำรัฐบาล กลับสร้างหายนะอย่างใหญ่หลวงต่อประชาชนทุกคน ชนิดที่โลกต้องจารึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์การเงินระดับโลกกันเลยทีเดียว

 

“ซิมบับเว” คือประเทศหนึ่งในทวีปแอฟริกา

 

สมัยก่อนที่จะเกิดปัญหาวิกฤตการเงินประชากรชาวซิมบับเวมีทั้ง “คนผิวขาวและคนผิวดำ” อาศัยอยู่ร่วมกันแบบพึ่งพา คนผิวขาวที่ย้ายมาตั้งรกราก เป็นเจ้าของที่ดินและฟาร์มเกษตร ส่วนคนผิวดำเป็นชนชั้นแรงงาน คนขาวรับหน้าที่เป็นผู้บริหารชั้นดี ส่วนคนดำเป็นแรงงานมีฝีมือทุกอย่างลงตัว

 

จนกระทั่งช่วงต้นทศวรรษที่ 90

ในยุคสมัยของนายกรัฐมนตรี “โรเบิร์ต มูกาเบ้” (Robert Mugabe) รัฐบาลออกกฎหมาย ใหม่ปฎิวัติการจัดการที่ดินทำกิน (Land Reform) เนื้อหาสำคัญก็คือ ช่วยคนผิวดำซึ่งเป็นคนพื้นเมืองให้มีที่ดินเป็นของตัวเอง ไม่ต้องตกเป็นลูกจ้างของคนผิวขาวอีกต่อไป

 

รัฐบาลได้ยึดคืนที่ดินซึ่งเป็นกรรมสิทธ์ของคนผิวขาวแล้วเอาไปแจกให้กับคนผิวดำ นี่คือจุดเริ่มต้นของปัญหาทั้งหมด คนผิวดำซึ่งเคยเป็นกรรมกร บัดนี้ได้เลื่อนขั้นกลายเป็นเจ้าของที่ดิน จำเป็นต้องมาบริหารกิจกรรมแทนคนผิวขาว

 

คนผิวขาวที่เคยบริหารกลับสูญสิ้นทุกอย่างที่เคยเป็นของตัวเอง จำเป็นต้องรับสภาพกรรมกร การกระทำครั้งนี้เหมือนใช้คนไม่ถูกกับประเภทงาน ด้วยความที่ด้อยการศึกษาและขาดทักษะบริหารจัดการ ไม่นานระบบเศรษฐกิจที่เคยรุ่งเรืองของซิมบับเวก็ดิ่งลงเหว เกิดปัญหาสังคมตามมามากมาย

 

เศรษฐกิจย่ำแย่

สุดท้ายเมื่อเศรษฐกิจไม่ดีรัฐบาลก็ขาดเงินหมุนเวียนจึงต้องกู้เงินและเป็นหนี้ IMF จนในปี 2006 ปัญหาหนี้สินของประเทศเกินเยียวยา ผู้ว่าการธนาคารกลางในขณะนั้นเกิดปิ๊งไอเดีย (ง่ายๆ แต่ไม่ฉลาด) ในการใช้หนี้คืน นั่นก็คือ “การพิมพ์เงินเพิ่ม”

 

สกุลเงินซิมบับเวียนดอลล่าห์ (Zimbabwean Dollar : ZWD) มีอัตราแลกเปลี่ยนอยู่ประมาณ 1.59 Zim-Dollar แลกได้ 1 US-Dollar ในเมื่อประเทศเป็นหนี้ IMF ในสกุลเงินดอลล่าห์ เราก็แค่พิมพ์เงินแล้วเอาไปซื้อดอลล่าห์ เสร็จแล้วก็เอาไปใช้หนี้คืน ง่ายๆ แค่นี้แหละ

 

การตัดสินใจที่ผิดพลาดครั้งใหญ่ในปี 2006

16 ก.พ. 2006 ธนาคารกลางซิมบับเว จึงจัดพิมพ์เงินครั้งใหญ่ มูลค่า 21 Trillion (21,000,000,000,000 ZWD อ่านว่า 21 ล้านล้าน) เพื่อสะสางปัญหาและได้ผลในทันทีหนี้หายวับไปกับตา

 

แต่ผลที่ตามมากลับ “โหดร้ายมากกว่าเป็นหนี้หลายเท่าตัว” เงิน 21T ออกไปเที่ยวต่างประเทศได้ไม่นานก็หมุนเวียนกลับเข้ามาในระบบเศรษฐกิจของซิมบับเวเอง เมื่อมีการแลกสกุลเงิน ZWD จำนวนมากก็ทำให้ค่าเงิน “อ่อนลง” อย่างรวดเร็ว สินค้าทุกอย่างปรับขึ้นราคาตามในทันที

 

เดือดร้อนถึง นายกโรเบิร์ต มูกาเบ้ ที่ต้องรีบสั่งการให้ธนาคารกลางแก้ไขปัญหาโดยด่วน ซึ่งแน่นอนอาวุธคู่กายธนาคารกลางทุกประเทศมีแค่สองอย่าง แต่สำหรับ ซิมบับเว พิมพ์ พิมพ์ พิมพ์ และ ก็พิมพ์ คือ คำตอบสุดท้าย

 

ในเดือนมิถุนายน 2006 ปริมาณเงินอีก 60T ถูกอัดฉีดเข้าระบบ วัตถุประสงค์ก็เพื่อจ่ายเพิ่มเป็นเงินเดือนให้กับบรรดา ทหาร ตำรวจและข้าราชการ เพราะข้าวของแพงเหลือเกิน แต่กลับยิ่งทำให้ปัญหาเงินเฟ้อรุนแรงเข้าไปอีก

 

ยิ่งแก้ปัญหายิ่งเละ

ต่อมาเพื่อเป็นการยับยั้งและจัดระเบียบกันใหม่ให้กับเงินสกุล ZWD ให้ยังคงดูน่าเชื่อถือ เดือนสิงหาคมในปีเดียวกัน ธนาคารกลางตัดสินใจเปลี่ยนรูปแบบธนบัตรใหม่ทั้งหมด

โดยขอร้องให้ประชาชนนำธนบัตรรุ่นเดิมมาแลก แต่ภายใต้ข้อแม้ว่า 1,000 ZWD เก่า แลกได้เพียง 1 ZWD ใหม่ (ตัด 0 ออกสามตัว) หากคุณมีเงินฝากในธนาคาร 10 ล้าน วันรุ่งขึ้นยอดเงินฝากจะลดลงเหลือเพียง 1 หมื่นเท่านั้น ทำกันถึงขนาดนั้น แต่ปัญหาก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะบรรเทา

 

ปี 2007 อัตราเงินเฟ้อยังคงพุ่งต่อเนื่อง

ผลที่ตามมาคือสินค้าขึ้นราคาราวกับติดจรวด รัฐบาลของมูกาเบ้ตัดสินใจใช้มุกใหม่ (แต่เป็นแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ) ออกกฎหมายควบคุมราคาสินค้าทุกอย่าง (Price control) หากร้านค้าใดไม่ทำตามถือว่ามีความผิด ผลที่ตามมากลับกลายเป็นว่า ในเมื่อขึ้นราคาสินค้าไม่ได้ประชาชนก็ “ไม่ขาย” ไง

 

สินค้าในซุปเปอร์มาร์เก็ตเริ่มถูกเก็บลงจากชั้นวางเหลือแต่ความว่างเปล่า การกำหนดราคาขายสินค้าอุปโภคบริโภค เสื้อผ้า ยารักษาโรค เริ่มกำหนดกันเองในตลาดมืด พร้อมๆ กับการกักตุนสินค้า

เงิน ZWD กลายเป็น “เงินร้อน” ประชาชนรีบใช้มันทันทีเมื่อได้มันมา ทำให้ปริมาณเงินในระบบเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ อัตราเงินเฟ้อจึงยิ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ เหมือนติดจรวด

 

ตัวอย่างใบเสร็จในช่วงนั้น ซื้อของ 2 รายการรวมราคาออกมา “พันสองร้อยกว่าล้าน”

 

มกราคม 2008

รัฐบาลออกธนบัตรใหม่ชนิดราคา 200,000 ZWD ใช้เป็นครั้งแรก แต่ยังไม่ทันจะสิ้นเดือน ธนบัตรชนิดราคา 10,000,000 ZWD ก็ถูกผลิตขึ้นมา ถือเป็นแบงค์ที่มูลค่าแพงที่สุดในขณะนั้น แต่หากคิดเทียบเป็นเงินบาทไทย คงใช้ซื้อข้าวผัดกระเพราได้เพียงแค่ 4 จาน (120 บาท)

 

เมษายน 2008

รัฐบาลออกธนบัตร ชนิดราคา 50,000,000 ZWD (แบงก์ 50 ล้าน)

 

มิถุนายน 2008

ธนบัตรชนิดราคา 100,000,000 ZWD และ 250,000,000 ZWD ก็ถูกผลิตออกมา แต่แค่เพียงสิบวันหลังจากนั้น ชนิดราคา 500,000,000 ZWD (อ่านว่าห้าร้อยล้าน) ก็ออกตามมาติดๆ

 

กรกฎาคม 2008

ธนาคารกลางวางแผนจะออกธนบัตรชนิดราคา 100,000,000,000 ZWD (อ่านว่าหนึ่งแสนล้าน) ออกสู่ตลาด

 

แต่พอถึงปลายเดือน ประธานธนาคารกลางเกิดเปลี่ยนใจจึงเลือกที่จะขอปรับค่าเงินกันใหม่ (Redenominated) โดยคราวนี้ ตัด 0 ข้างหลังออก 10 ตัว (10,000,000,000 ZWD เก่าแลกได้เพียง 1 ZWD ใหม่) หมายถึงแบ้งค์เก่า 1 หมื่นล้าน แลกได้แค่แบ้งค์ใหม่ 1 ZWD

 

อัตราเงินเฟ้อในขณะนั้นคือ 11,250,000% ราคาของเบียร์ 1 ขวดในขณะนั้น 100,000,000,000 ZWD (อ่านว่าหนึ่งแสนล้าน) แต่เพียงแค่ไม่กี่ชั่วโมงถัดมา ราคาก็ปรับขึ้นเป็น 150,000,000,000 ZWD (อ่านว่าหนึ่งแสนล้านห้าหมื่นล้าน) มาถึงจุดนี้การซื้อขายของต้องพกเงินเป็นกระสอบ

 

ความคิดของรัฐบาลและธนาคารกลางที่จะแก้ปัญหาโดยการพิมพ์เงินอัดฉีดเข้าระบบไม่สัมฤทธิ์ผล สาเหตุก็เพราะ ความเชื่อถือในระบบธนบัตรของประชาชนชาวซิมบับเว ลดลงเร็วกว่าความสามารถในการพิมพ์ของเครื่องพิมพ์

ไม่ว่าจะเร่งสปีดพิมพ์เพิ่มออกมามากขนาดไหน ไม่สำคัญว่าจะใส่ 0 ไปอีกซักกี่ตัว ถ้าแบงก์ไม่มีความน่าเชื่อถือกระดาษก็คือกระดาษ ความน่าเชื่อถือหากหมดไปจากกระดาษก็คือจบ มูกาเบ้ ไม่เข้าใจความจริงในข้อนี้เค้าเลือกที่จะสู้หลังพิงฝากับเงินเฟ้อต่อไป

 

มกราคม ปี 2009

ในเมื่อไม่มีอะไรจะเสีย ประชาชนชาวซิมบับเว จึงได้เห็นธนบัตรชนิดใหม่ราคา 50,000,000,000 ZWD (อ่านว่าห้าหมื่นล้าน) ออกมาใช้

 

16 มกราคม 2009

วันนี้คือวันที่โลกต้องจดจำรัฐบาลของมูกาเบ้ ประกาศจะพิมพ์ธนบัตรราคาใหม่หลายราคาด้วยกัน

10,000,000,000,000 – อ่านว่า สิบล้านล้าน

 

20,000,000,000,000 – อ่านว่า ยี่สิบล้านล้าน

50,000,000,000,000 – อ่านว่า ห้าสิบล้านล้าน

100,000,000,000,000 – อ่านว่า หนึ่งร้อยล้านล้าน

 

เมื่อนำออกมาใช้

มาถึงตอนนี้มันไม่มีความหมายอีกต่อไปแล้ว ประชาชนเลิกพกเงินเป็นกระสอบๆ เพื่อไปจ่ายตลาด เงินสกุล ซิมบับเว ไม่มีใครเชื่อถือและอยากใช้อีกต่อไป การซื้อขายทั่วไปถูกกำหนดราคากันใหม่ด้วยเงินสกุลเงินตราต่างประเทศ เช่น US.Dollar หรือไม่เช่นนั้นก็ทำการซื้อขายกันด้วย “ทองคำ”

 

ประชาชนชาว ซิมบับเว บางส่วน (ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ) ย้อนกลับไปสู่ยุคโบราญ เอากะทะไปร่อนหาเศษทองในแม่น้ำ เพื่อเอามาแลกกับ ข้าวสาร ไข่ไก่ น้ำมันพืช หรือ ขนมปัง ประทังชีวิตไปวันๆ

คนที่ยังเก็บทองคำติดตัวเอาไว้ ยังสามารถซื้อของได้เท่าเดิม แต่ผู้ที่เก็บเงินออมไว้ในรูปแบบของ “ธนบัตร” ซิมบับเวเผื่อไว้ใช้ยามแก่ กลับพบว่าเงินทั้งหมดนั้นซื้อไม่ได้แม้ “ไข่ไก่หนึ่งฟอง”

 

เมษายน 2009

สกุลเงิน ZWD ตายสนิท รัฐบาลปล่อยให้ตลาดเป็นคนกำหนดราคาแ ละสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนกันเอง เงิน ZWD ประกาศหยุดพิมพ์เพิ่ม อย่างน้อย 1 ปีหลังจากนั้น เพื่อให้ระบบเศรษฐกิจแก้ไขปัญหาด้วยตัวของมันเอง

 

ระบบเศรษฐกิจนั้นเมื่อเกิดปัญหา กลไกของตลาดจะมีวิธีจัดการแก้ไขได้ด้วยตัวของมัน ภาษาทางเศรษฐศาสตร์เรียกว่า “มือที่มองไม่เห็น” (Invisible Hand) หน้าที่ของรัฐบาลเพียงแค่สนับสนุนให้มือที่มองไม่เห็นนี้ทำงานไปอย่างเป็นธรรมชาติ

แต่รัฐบาลในหลายๆ ประเทศไม่ว่าจะเป็นประเทศที่เจริญแล้วหรือกำลังพัฒนา กลับพยายามที่จะทำตัวเป็นมือที่มองไม่เห็นนี้ซะเอง ใช้อำนาจเข้าไปจุ้นจ้าน-เข้าแก้ไข สุดท้ายหากทำไม่ดีทำไม่เป็น มันก็จะพัง

 

เครดิตข้อมูล Nexttonorthing