เผยความจริงอีกด้านของ “ทางหลวงแห่งความตาย” เมื่อสหรัฐฯ ทำตัวเป็นผู้ก่อการร้ายเสียเอง!!

ก่อนจะถึงเรื่อง “ทางหลวงแห่งความตาย” จะขอกล่าวถึงเรื่องที่เกี่ยวข้องก่อนนั่นก็คือ “สงครามอ่าวเปอร์เซีย” สาเหตุของสงครามคือการที่อิรัก ยกทัพเข้ายึดครองคูเวต ในวันที่ 2 สิงหาคม 1990 ทำให้เกิดความไม่พอใจต่อนานาชาติ

 

ต่อมาสหประชาชาติใช้วิธีการบังคับทางเศรษฐกิจต่ออิรัก และประธานาธิบดี จอร์จ เอช. ดับเบิลยู. บุช จึงได้วางกำลังทหารสหรัฐเข้าสู่ซาอุดีอาระเบียและกระตุ้นให้ประเทศอื่นส่งกำลังของตนไปที่นั้นด้วย

 

มีหลายชาตินำกำลังเข้าร่วมกำลังผสม ซึ่งก็คือพันธมิตรทางทหารที่ใหญ่ที่สุดนับแต่สงครามโลกครั้งที่สอง และเรื่องต่อไปนี้คือความจริงอีกด้านของ “ทางหลวงแห่งความตาย” เมื่อสหรัฐฯ ทำตัวเป็นผู้ก่อการร้ายเสียเอง!!

 

ในเดือนกุมภาพันธ์ 1991 กองทัพสหรัฐได้โจมตีกองทหารอิรักนับพันนายที่กำลังล่าถอยกลับฐานที่มั่นบนทางหลวงแห่งนี้ ราวกับการสังหารหมู่ ทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก จนเป็นที่มาของชื่อ “ทางหลวงแห่งความตาย” หรือ Highway of Death

 

 

เรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 1991 ขณะนั้นอิรักและสหภาพโซเวียต (ขณะนั้น) ได้ทำข้อตกลงหยุดยิง โดยทางเครมลินเสนอว่าจะยินยอมให้อิรักถอนทหารจากคูเวตโดยไม่มีการโจมตีใดๆ

 

 

แต่ทว่าทางวอชิงตัน นำโดย “จอร์จ บุช” ผู้พ่อ ซึ่งเป็นประธานาธิบดีสหรัฐในขณะนั้นกลับไม่เชื่อว่าอิรักได้ทำข้อตกลงดังกล่าวกับโซเวียตจริง จึงได้ตัดสินใจสั่งดำเนินการโจมตีกองทัพอิรักซึ่งกำลังล่าถอยจากคูเวต เพื่อตัดทอนกำลังรบของ “ซัดดัม ฮุสเซน” ผู้นำเผด็จการของอิรักซึ่งเป็นไม้เบื่อไม้เมากับทางทำเนียบขาว

 

โดยในค่ำคืนวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 1991 ขณะที่กองกำลังของอิรักกำลังถอนกำลังกลับฐานที่มั่น โดยใช้ทางหลวงหมายเลข 80 ซึ่งเป็นถนนเชื่อมต่ออิรักและคูเวต กองทัพสหรัฐและชาติพันธมิตรได้ทำการโจมตีขบวนทัพของอิรัก โดยมีกองทัพอากาศสหรัฐและแคนาดาเป็นแนวหน้าในการยิงถล่มปูพรม

 

การโจมตีดังกล่าวทหารอิรักไม่ได้ต่อสู้เลยแม้แต่น้อย (ยกมือพร้อมผ้าขาวยอมแพ้อีกต่างหาก)

 

ซูมกันชัดๆ นี่คือทหารที่ไม่ได้ถืออาวุธเลยด้วยซ้ำ

 

…เพียงไม่กี่ชั่วโมงต่อมา ทางหลวงแห่งนี้ก็เต็มไปด้วยซากรถถังและยานพาหนะที่เสียหายจากการถูกโจมตีทางอากาศอย่างหนัก ยังไม่รวมไปถึงทหารอิรักที่ต้องเสียชีวิตไปนับพันนาย

 

 

 

รัฐบาลสหรัฐปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาในการโจมตีครั้งนั้น รวมไปถึงพยายามปกปิดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับปฏิบัติการทุกรูปแบบ

 

 

 

แต่คนกลุ่มหนึ่งในหน่วยงานของรัฐบาลสหรัฐเองต่างหาก ที่พยายามบอกเล่าความจริงในอีกแง่มุมผ่านสื่ออย่างกล้าหาญและตรงไปตรงมา ซึ่งพวกเขาทั้งหมดไม่ได้ถูกตั้งข้อหาหรือถูกแจ้งว่าทำผิดกฎระเบียบวินัยของราชการแต่อย่างใด

 

ปฏิบัติการโจมตีของสหรัฐและชาติพันธมิตรครั้งนั้น กลายเป็นคำถามถึงความถูกต้อง และถูกชี้ว่าเป็นการก่ออาชกรรมสงครามโดยฝีมือของชาติที่ได้ชื่อว่าเป็น “ตำรวจโลก” อย่างสหรัฐอเมริกา

 

เครดิตข้อมูล wikipedia.org