4 เรื่องจริงของนักปีนเขาเอเวอร์เรสต์ เส้นทางสู่ความฝันที่ต้องแลกด้วยชีวิต

ยอดเขาเอเวอเรสต์ (Mount Everest) เป็นยอดเขาหนึ่งในเทือกเขาหิมาลัย ที่มีความสูงอยู่ที่ 29,035 ฟุตเหนือระดับน้ำทะเล ตั้งอยู่ที่พรมแดนระหว่างประเทศเนปาลและทิเบต เป็นสถานที่ที่นักปีนเขาหลายต่อหลายคนใฝ่ฝันที่จะต้องพิชิตยอดเขาให้ได้

1

 

ภาพการเดินทางจากแคมป์สุดท้ายไปสู่ยอดเขา

everest_03

 

แต่กว่าจะปีนขึ้นไปได้นั้นต้องผ่านอุปสรรคที่อันตรายมากมาย เสี่ยงตายกันแบบสุดๆ จากข้อมูลของปี 2003 พบว่ามีนักปีนเขาถึง 179 คนที่สังเวยชีวิตให้กับภูเขาสูงแห่งนี้ และส่วนใหญ่ร่างของพวกเขาก็จะไม่ได้กลับบ้าน มีรายงานว่าร่างของนักปีนเขาอย่างน้อย 41 ศพที่ถูกทิ้งไว้เฉพาะบนเทือกเขาเอเวอเรสต์ฝั่งเหนือ

ภาพจากหนังเรื่อง Everest

everestmovie-11

 

ทั้งสูงและอากาศเบาบาง

2

 

สาเหตุของการตายมีหลากหลาย บางคนก็ถูกกลืนหายไปกับก้อนหิมะที่กลิ้งมาจากภูเขาเพราะสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงได้ในทุกนาที โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ลมที่สามารถพัดแรงขึ้นจนถึงระดับเฮอริเคนซึ่งสามารถพัดนักปีนเขาให้ร่วงไปสู่เหวข้างล่าง

บนยอดเขาอาจจะเจอลมพายุได้ ภาพจากหนังเรื่อง Everest

182767_15091800452035

 

บางคนขาดอากาศเพราะอ๊อกซิเจนที่ต่ำลงทำให้นักใต่เขาเริ่มหายใจลำบาก ส่งผลให้มีอากาศไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลานอนหลับ ปฏิกริยาของร่างกายจะค่อยๆ ช้าลงๆ จนไม่ตื่นขึ้นมาอีกเลย

ภาพอุบัติเหตุบางส่วน

3

 

นอกจากนั้น ยังมีอีกหลายรายที่หายสาบสูญไปบนเทือกเขาเอเวอเรสต์ อย่างเช่นเหตุการณ์อันน่าสลดในเดือนพฤษภาคม 1996 ที่มีนักปีนเขา 8 รายเสียชีวิตจากพายุที่โหมกระหน่ำใกล้กับยอดเขา แต่สามารถหาศพพบได้เพียงแค่ 6 รายเท่านั้น โศกนาฏกรรมครั้งนั้นถูกหยิบมาสร้างเป็นหนังเรื่อง Everest ที่เคยเข้าฉายแล้วในบ้านเรา

หนังเรื่อง Everest สนุกและกดดันมาก ใครยังไม่ได้ดูแนะนำ

reelfaces-everest

 

ศพส่วนมากอยู่ในสภาพอากาศที่หนาวเย็นจึงมีสภาพที่ค่อนข้างสมบูรณ์ หลายครั้งสาเหตุการตายของคนเหล่านั้นก็ไม่อาจระบุได้ บนยอดเขาแห่งนี้การช่วยชีวิตคนที่ตายหรือกำลังจะตายนั้นเรียกได้ว่าเป็นไปไม่ได้บนยอดเขา และถ้าหากคุณตายแล้วนั้นการกู้ศพกลับมาถือเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้

หากอยู่บนยอดเขา Everest การช่วยเหลือผู้บาดเจ็บเป็นเรื่องที่ยากมาก

Image

 

ซึ่งเดวิด บรีเชียร์ส หนึ่งในนักปีนเขาผู้ชำนาญการระบุว่า “การเคลื่อนย้ายร่างของผู้ตายออกมานั้นเป็นงานที่หนักหนาสาหัสยิ่ง ในระดับความสูงของยอดเขานั้นมีออกซิเจนต่ำ ลมแรง และอากาศที่หนาวจัด ทำให้การเคลื่อนย้ายเต็มไปด้วยความยากลำบาก ดังนั้นจึงไม่มีนักปีนเขาคนไหนมีความพยายามแบกร่างอันไร้วิญญาณกลับมายังพื้นราบ”

 

ด้วยเหตุนี้บนเขาเอเวอเรสต์จึงเต็มไปด้วยร่างอันไร้วิญญาณของนักปีนเขาที่เคยพยายามปีนขึ้นสู่ยอดเขาแต่ไม่สามารถไปถึงได้ หรืออีกแบบคือไปถึงยอดเขาแต่ไม่สามารถกลับลงมาได้

p19jsc9jco6ppkuk14l1j8m95m6

 

ร่างของนักปีนเขาที่ไม่สามารถนำศพลงมาข้างล่างได้ยังคงเป็นอนุสรณ์ที่มีให้เห็นอยู่ระหว่างทางขึ้นยอดเขาเอเวอเรสต์และนี่คือเหตุการณ์ของนักปืนเขาผู้โชคร้ายที่ไม่ได้กลับลงมาอีกเลย

 

David Sharp

ร่างของ David Sharp ที่ยังอยู่ในสภาพเดิมภายในถ้ำที่รู้จักกันในชื่อ Green boots cave บนยอดเขาเอเวอเรสต์ เดวิดได้เดินทางมาเพื่อพิชิตยอดเขาเอเวอร์เรสต์เมื่อปี 2005 เขาหยุดนั่งเพื่อพักผ่อน แต่ร่างของเขากลับถูกตรึงไว้ด้วยน้ำแข็ง ทำให้เขาไม่สามารถเคลื่อนที่ได้ นักปีนเขากว่า 30 คน ที่ผ่านถ้ำนี้ไปคิดว่าเดวิดนั้นเสียชีวิตไปแล้ว

ภาพของ David Sharp ตอนยังมีชีวิต

David-Sharp_1

 

จนกระทั่งมีบางคนได้ยินเสียงโหยหวนด้วยความเจ็บปวดถึงได้รู้ว่าเดวิดนั้นยังมีชีวิตอยู่ พวกเขาจึงหยุดเพื่อสอบถามอาการของเดวิด ซึ่งขณะนั้นเขาก็ยังสามารถสื่อสารและบอกชื่อตัวเองได้ หากแต่ไม่สามารถเคลื่อนไหวไปมา

 

นักปีนเขาผู้กล้าหาญได้พยายามที่จะพาร่างของนายเดวิดออกไปให้สัมผัสกับแสงแดด แต่ไม่สามารถทำได้เลย จึงจำเป็นต้องปล่อยให้เดวิดรอความตายอยู่ในท่านั้น ปัจจุบันนี้ร่างของเดวิดยังคงอยู่ในถ้ำและเป็นเสมือนกับจุดนำทางให้กับนักปีนเขาคนอื่นๆ เพื่อชี้ให้เห็นว่าพวกเขาใกล้พิชิตยอดเขาได้แล้ว

ภาพศพของ David Sharp

David-Sharp2

 

 

Green Boots : ชายบู้ทเขียว

นักปีนเขาชาวอินเดีย เสียชีวิตเมื่อปี 1996 นอนอยู่ใกล้ๆ กับถ้ำที่นักปีนเขาทุกคนต้องผ่านเพื่อไปถึงยอดเขาเอเวอเรสต์ และก็เป็นจุดสำคัญอีกหนึ่งจุดเพื่อให้นักปีนเขาทราบว่าพวกเขาอยู่ใกล้กับยอดเขาแค่ไหน เมื่อปี 1996 ชายบู้ทเขียวท่านนี้แยกกับเพื่อนๆ นักปีนคนอื่นๆ และได้หาที่หลบพัก เขาได้นั่งอยู่ที่ถ้ำนั้น ร่างกายหนาวสั่นจนเสียชีวิต

ชายบู้ทเขียว นักปีนเขาชาวอินเดีย

Green Boots1

 

ภาพศพของชายบู้ทเขียว

Green Boots2

 

Francys Arseniev

หญิงสาวชาวอเมริกันที่ได้ร่วมทริปปีนเขาพร้อมกับสามีและเพื่อนๆ ของเธอ ในระหว่างปีนเขาอยู่นั้นสามีได้สังเกตุว่าภรรยาตัวเองไม่ได้อยู่ในกลุ่ม และเขาก็รู้ว่าตัวเองมีออกซิเจนเหลือในถังไม่เพียงพอที่จะกลับไปยังฐานที่พัก แต่เขาก็เลือกจะไปตามหาภรรยาของเขา ซึ่งไม่นานเขาก็เสียชีวิตระหว่างที่ปีนลงมา

ภาพ Francys Arseniev

Francys Arseniev1

 

จากนั้นเพื่อนๆ นักปีนเขาอีก 2 คนสามารถตามหาฟรานซิสได้สำเร็จ แต่การที่จะพาร่างของเธอไปด้วยนั้นเป็นเรื่องที่ไม่สามารถทำได้ พวกเขาจึงอยู่กับเธอจนวินาทีสุดท้ายของชีวิตเธอ หลังจากนั้น 8 ปี พวกเขาได้กลับมาที่ยอดเขาเอเวอเรสต์อีกครั้งเพื่อตามหาศพของเธอและก็ได้นำธงชาติสหรัฐคลุมร่างไร้วิญญาณนั้น ตามคำสัญญาที่ได้ให้ไว้กับเธอเมื่อ 8 ปีก่อน

เพื่อนกลับมาทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับเธอ

Francys Arseniev2

 

George Mallory

เสียชีวิตในปี 1924 และเป็นคนแรกที่พยายามขึ้นสู่ยอดเขาที่สูงที่สุดในโลก ร่างของเขายังคงอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ เมื่อมีการค้นพบในปี 1999

ภาพ George Mallory

George Mallory1

 

สภาพศพที่ค่อนข้างสมบูรณ์ของ George Mallory

George Mallory2

 

ศพอื่นๆ ที่ตกค้างไม่สามารถนำลงมาได้

ร่างนี้คาดว่าน่าจะเสียชีวิตในขณะหยุดพัก แล้วมีหิมะถล่มลงมาทับ  เมื่อหิมะละลายก็ได้เผยตำแหน่งของเขาขึ้นมา

4

 

บางครั้งการเสียชีวิตเนื่องจากการตกจากที่สูง จะไม่สามราถพบเห็นหรือหาพบได้ ร่างเหล่านั้นอาจไปติดอยู่ที่แง่งหินแล้วมีหิมะมาปลกคลุมทับไว้ๆ และจะไม่มีใครเห็นอีกตลอดกาล

5

 

ลมและน้ำแข็งละลาย ทำให้บางครั้ง ทำให้เสื้อผ้าขาดวิ่นแลดูเป็นผ้าขี้ริ้ว ดังเช่นภาพนี้ที่ถ่ายจากก้นเหว

6

 

7

 

8

 

9

 

แต่!! คนไทยของเราเคยพิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์สำเร็จ นั่นคือ คุณหนึ่ง วิทิตนันท์ โรจนพานิช คนไทยคนแรกที่ปีนยอดเขาเอเวอร์เรสต์สำเร็จ เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม ปี 2008 เวลา 8:00 น. ตามเวลาท้องถิ่น ถือเป็น คนไทยแรกที่ขึ้นสู่ยอดเขาที่เรียกว่าสูงและเป็นที่สุดของโลกได้

1369970005-2009042812-o

 

เครดิต pantip.com