นับตั้งแต่ “นีล อาร์มสตรอง” ขึ้นเหยียบดวงจันทร์เป็นคนแรกในวันที่ 20 กรกฎาคม ของปี ค.ศ. 1969 ก็ทำให้พวกเรารู้เรื่องราวเกี่ยวกับดาวบริวารดวงนี้มากมาย รวมไปถึงอิทธิพลที่ทำให้เกิดปรากฎการณ์ต่างๆ ขึ้นบนโลกใบนี้ อาทิ เวลากลางวัน-กลางคืน น้ำขึ้นน้ำลง เป็นต้น

 

หลายๆ คนอาจคิดว่า เรารู้จักดาวกลมๆ ที่เรียกว่า “ดวงจันทร์” ใบนี้ดีแล้ว แต่ทว่าความจริงข้อมูลที่รู้มาเป็นแค่เพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น และนี่คือ 14 ข้อเท็จจริงจากดวงจันทร์ ที่หลายคนอาจยังไม่รู้

 

#1

กำเนิดดวงจันทร์

ตามทฤษฎีที่ยอมรับกันส่วนใหญ่ ดวงจันทร์เกิดจากหินอวกาศขนาดเท่าดาวอังคารพุ่งชนโลก หลังระบบสุริยะก่อตัวได้ไม่นาน เมื่อประมาณ 4.5 ล้านปีก่อน และเมื่อหินเหล่านี้เย็นตัว แรงดึงดูดแบบโน้มถ่วงได้หลอมรวมชิ้นส่วนเหล่านี้เป็นดวงจันทร์นั่นเอง

 

#2

ดวงจันทร์กำลังลอยห่างไปเรื่อยๆ

ดวงจันทร์กำลังเคลื่อนออกห่างจากโลกไปเรื่อยๆ ในทุกปีดวงจันทร์ขโมยพลังงานจากโลก และใช้ในการขับดันตัวเองให้วงโคจรถ่างออกไป 3.8 เซ็นติเมตร ซึ่งนักวิจัยเผยว่า เมื่อดวงจันทร์เริ่มก่อกำเนิดนั้นอยู่ห่างจากโลกเพียง 22,530 กิโลเมตร แต่ตอนนี้ดวงจันทร์อยู่ห่างออกไป 450,000 กิโลเมตร แล้วล่ะ

 

#3

ล็อคด้านเดียวเข้าหาโลก

การที่ดวงจันทร์ทั้งหมุนรอบตัวเองและโคจรรอบโลกที่หมุนรอบตัวเองแล้วโคจรไปรอบดวงอาทิตย์ โดยที่หันด้านเดียวเข้าหาโลกนั้นเป็นเรื่องอัศจรรย์ โดยแรงโน้มถ่วงโลกทำให้การหมุนรอบแกนหมุนของดวงจันทร์ช้าลง และการหมุนของดวงจันทร์ก็ช้าจนพอดีกับการโคจรรอบโลกและคงที่อยู่เช่นนั้น

 

ด้วยเหตุนี้เมื่อเรามองดวงจันทร์จากโลก เราจะเห็นเพียงด้านเดียวคือด้านนี้แหละ

 

#4

ต้นไม้จากดวงจันทร์

มีต้นไม้กว่า 400 ต้นที่เคยไปไกลถึงดวงจันทร์ก่อนหยั่งรากบนโลก โดยในปี 1971 สจ๊วต โรซ่า นักบินอวกาศคนหนึ่งนำเมล็ดพันธุ์ของต้นไม้ไปกับเขาด้วย จากนั้นก็นำกลับมาปลูกเอาไว้ในศูนย์อวกาศเคเนดี้ เพื่อเปรียบเทียบกับการเจริญเติบโตของพันธุ์ไม้ปกติบนโลก ซึ่งส่วนใหญ่ยังเติบโตดีและถูกเรียกว่า “ต้นดวงจันทร์”

 

#5

น้ำขยับเมื่อดวงจันทร์เคลื่อนที่

เป็นที่ทราบดีว่าปรากฏการณ์น้ำขึ้น-น้ำลงบนโลกนั้นได้รับอิทธิพลส่วนใหญ่จากดวงจันทร์ ขณะที่ดวงอาทิตย์มีอิทธิพลต่อน้ำขึ้นน้ำลงเพียงเล็กน้อย โดยแรงดึงดูดของดวงจันทร์จะดึงน้ำในมหาสมุทร โดยน้ำขึ้นจะเกิดขึ้นเมื่อโลกเรียงอยู่ในระดับใต้ดวงจันทร์

 

ภาพเปรียบเทียบสถานที่เดียวกัน ระหว่างน้ำขึ้น vs น้ำลง

 

 

#6

โลกอาจมีดวงจันทร์มากกว่าหนึ่ง

ดวงจันทร์อาจไม่ใช่บริวารเพียงดวงเดียวของโลก โดยในปีค.ศ. 1999 นักวิทยาศาสตร์พบวัตถุที่มีลักษณะคล้ายกับดวงดาว ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 5 กิโลเมตร เคลื่อนที่ผ่านโลก และคาดว่ามันน่าจะมีวงโคจรรอบโลกค่อนข้างกว้าง ใช้เวลาโคจรรอบโลกนานถึง 770 ปี

 

#7

ดวงจันทร์เป็นดาวเคราะห์ดวงหนึ่งในระบบสุริยะ

ดวงจันทร์ของเรามีขนาดใหญ่ใหญ่กว่าดาวพลูโต และมีเส้นผ่านศูนย์กลางยาวๆ 1 ใน 4 ของเส้นผ่านศูนย์กลางโลก นักวิทยาศาสตร์บางส่วนเชื่อว่า ดวงจันทร์น่าจะเป็นดาวเคราะห์มากกว่า และเรียกระบบโลกกับดวงจันทร์ว่า “ดาวเคราะห์คู่” (double planet)

 

#8

ที่มาของรอยแผลบนผิวดวงจันทร์

พื้นผิวของดวงจันทร์คงจะราบเรียบสวยงามตลอดไป หากไม่มีเหล่าก้อนหิน อุกาบาต หรือวัตถุอื่นๆ พุ่งชนเข้ามาเมื่อ 410-3.8 พันล้านปีก่อน ซึ่งจาการปะทะในแต่ละครั้งเป็นผลให้เกิดหลุมขนาดต่างๆ มากมายรอบดวงจันทร์

 

#9

แผ่นดินไหวบนดวงจันทร์

ในขณะที่นักบินอวกาศจากยานอพอลโลออกสำรวจบนดวงจันทร์ ไซสโมมิเตอร์ (Seismometers) เครื่องตรวจการสั่นสะเทือน รายงานว่า เกิดเหตุการณ์ดวงจันทร์ไหวใต้พื้นผิวลึกลงไป 7 ไมล์หรือประมาณ 11.27 กิโลเมตรจากจุดที่พวกเขายืนอยู่ ซึ่งเป็นผลกระทบจากแรงดึงดูดของโลก

 

#10

อุณหภูมิสูง-ต่ำบนดวงจันทร์ต่างกันสุดขั้ว

อุณหภูมิที่เส้นศูนย์สูตรของดวงจันทร์ตอนกลางคืนต่ำถึง -173 องศาเซลเซียส และสูงถึง 127 องศาเซลเซียสในตอนกลางวัน

 

#11

เราได้เห็นดวงจันทร์มากกว่าครึ่งดวง

ตำราหลายๆ เล่มมักระบุว่า ดวงจันทร์จะหมุนเพียงด้านเดียวเข้าหาโลก ทำให้เราไม่ได้เห็นอีกครึ่งของดวงจันทร์ หากแต่ความจริง เราได้เห็นดวงจันทร์ทั้งหมด 59% ของพื้นที่ดวงจันทร์ทั้งหมดในวงโคจรรูปวงรี

 

#12

ดวงจันทร์ 3 แสนดวงถึงสว่างได้เท่าดวงอาทิตย์

จันทร์เต็มดวงมีความสว่าง -12.7 ขณะที่ดวงอาทิตย์มีความสว่างอยู่ที่ -26.7 ซึ่งสัดส่วนความสว่างของดวงอาทิตย์ต่อดวงจันทร์เป็น 398,110 ต่อ 1 นั่นหมายความว่า เราต้องใช้จันทร์เต็มดวงเกือบ 4 แสนดวงเพื่อให้ได้ความสว่างเท่าดวงอาทิตย์เพียงดวงเดียว

 

#13

ดวงจันทร์ไม่ได้กลม

อีกหนึ่งความจริงที่หลายคนยังไม่รู้ก็คือ รูปร่างของดวงจันทร์ไม่ได้เป็นทรงกลมอย่างที่เห็น แต่กลับเป็นทรงวงรีคล้ายรูปร่างของไข่ไก่ที่มีฐานใหญ่ปลายเล็กเสียมากกว่า

 

#14

แกนกลางของดวงจันทร์

แกนกลางของดวงจันทร์ไม่ได้มีรูปร่างกลมหรือเป็นรูปทรงที่ชัดเจน และประกอบไปด้วยแร่เหล็กเป็นส่วนใหญ่ กินเนื้อที่ราว 1.2 ไมล์หรือประมาณ 2 กิโลเมตร

 

เครดิตข้อมูล kapook.com | space.com